Kawazu Sakura : ท้องฟ้าสีชมพูที่ Kawazu

“ซากุระที่ Kawazu เป็นซากุระที่สวยที่สุดเท่าที่เคยดูมา”


นั่นเป็นคำบอกเล่าจากพี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งของฉันเกี่ยวกับเทศกาลดอกซากุระที่เมือง Kawazu.. 

ย้อนไปเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ณ ตอนที่ฉันวางแผนการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม (2014) ฉันไม่ได้มีข้อมูลใดๆเกี่ยวกับ Kawazu Sakura แม้แต่น้อย แต่เมื่อได้รับคำบอกเล่าที่ฟังแล้วชวนน่าหลงใหลขนาดนั้น ฉันจึงไม่ลังเลใจใดๆที่จะจัดการใส่เมือง Kawazu ลงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางในทริป :)  ซึ่งครั้งก่อนนั้นฉันเดินทางออกจากโตเกียวในช่วงบ่ายค่ะ เพราะอยากจะอยู่ชม Light up ในช่วงมืดด้วยเลย 


“สวย”


เป็นสิ่งที่ฉันอุทานในใจเมื่อตอนที่ภาพแรกของดอกซากุระปรากฎขึ้นต่อหน้า แม้ฉันจะไม่เคยได้ดูซากุระที่อื่น แต่ภาพนั้นก็ทำให้ฉันประทับใจมากจริงๆค่ะ แดดในยามเย็นทอแสงสีส้มย้อมลงบนซากุระสีชมพูตัดกับสีเหลืองของเหล่าดอกเรพซีด(rapeseed)ที่ชูช่ออยู่ใต้ต้นซากุระ แตกต่างจากภาพซากุระโทนสีอ่อนๆเหงาๆในจินตนาการของฉันมากเลยทีเดียว พอปีนี้ฉันได้มีโอกาสที่จะกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ฉันจึงเลือกจะกลับไปในช่วงต้นเดือนมีนาคมอย่างไม่ลังเลใจ ซากุระบาน และออนเซนท่ามกลางหิมะ จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกจริงไหมคะ ;)


ก่อนจะออกเดินทางไปชมซากุระด้วยกัน เรามาทำความรู้จัก Kawazu Sakura กันสักนิดก่อนนะคะ ซากุระที่คาวาสึจะมีช่วงเวลาการบานที่แตกต่างจากที่อื่นๆค่ะ คือจะบานในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนมีนาคม ต้นซากุระที่นี่จะปลูกขนาบไปกับแม่น้ำคาวาซุซึ่งจะไหลออกสู่ทะเล (สามารถเดินตามแนวต้นซากุระไปจนถึงทะเลได้ ไม่ไกลเลยค่ะ) ความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร นอกจากบริเวณนี้จะมีซากุระให้ชมแล้ว ยังมีออนเซนด้วยนะคะ โดยที่จุดสิ้นสุดของแนวซากุระด้านหนึ่งจะเป็น Mine Onsen ค่ะ

แผนที่ Kawazu Sakura และ ออนเซนต่างๆ ดูได้ที่นี่เลยค่ะ –> http://goo.gl/AAUQFW

การเดินทาง
 

การเดินทางไปยัง Kawazu นั้นง่ายและสะดวกมากๆค่ะ โดยตั้งต้นที่สถานีรถไฟโตเกียว(Tokyo station) ซึ่งจะมีรถไฟ Ltd. Exp Super View Odoriko และ Ltd. Exp Odoriko วิ่งตรงไปยังสถานีคาวาซุ(Kawazu station) 

สำหรับผู้ที่ถือ Kanto Pass จะสามารถเดินทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่วน JR Pass นั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ โดยสามารถจ่ายได้ที่สถานี Kawazu เชครอบเวลารถไฟได้ที่ http://www.hyperdia.com


ผู้โดยสารแทบทั้งขบวนรถไฟลงที่สถานี Kawazu.. 


เป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับฉันเมื่อก้าวลงจากขบวนรถไฟแล้วเจอผู้คนมากมายขนาดนั้น ย้อนไปเมื่อหนึ่งปีก่อน คาวาซุในวันธรรมดาช่วงบ่ายแก่ๆนั้นมีคนไม่มาก จนพูดได้ว่าน้อยแสนน้อย รวมถึงร้านรวงก็ไม่มีเปิดมากนัก คาวาซุในภาพจำสำหรับฉันจึงแตกต่างจากในวันนี้โดยสิ้นเชิง ฉันสังเกตว่าคนส่วนมากที่มาเป็นผู้สูงอายุแล้วค่ะ กว่าเราจะผ่านประตูและออกจากสถานีก็ใช้เวลาพักหนึ่ง สภาพในสถานีที่คนแน่นขนัดแทบไม่ต่างจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แต่พอเดินพ้นออกมาจากสถานีต้นซากุระแรกที่ด้านหน้าก็ทำให้ฉันลืมความวุ่นวายรอบตัวไปเลยค่ะ :)

 


ความสวยของแนวซากุระสวยจนทำให้ฉันรู้สึกเหมือนต้องมนต์ :) หากเมื่อหนึ่งปีที่แล้วฉันเคยคิดว่ามันสวยมาก ปีนี้เหล่าซากุระกลับดูสวยยิ่งกว่า ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะในช่วงที่ฉันไปในปีนี้เป็นช่วง Full Bloom หรือเปล่า (ปีก่อนดอกเริ่มโรยเล็กน้อยตอนที่ไป) คาวาซุสำหรับฉันในปีนี้เป็นภาพที่สดใสจากแดดในวันไร้เมฆ ผู้คนดูคึกคัก ร้านรวงก็มากมายตลอดเส้นทาง ริมทางเดินจากสถานีรถไฟไปนั้นส่วนใหญ่จะขายของแห้ง เช่น พวกปลาตากแห้ง ฉันใช้เวลากับการชมดอกไม้แถบนี้ค่อนข้างนาน ดอกเรพซีดตรงนี้เยอะและสวยมาก รวมถึงยังสามารถถ่ายภาพได้ค่อนข้างใกล้ ก่อนจะคิดว่าฉันควรจะเดินต่อไปยังแนวซากุระริมแม่น้ำ ไปชมอุโมงค์ซากุระ และแหงนมองท้องฟ้าที่เป็นสีชมพูอีกครั้ง..

 

 

 


แม้ลมจะพัดแรงแต่ดอกซากุระที่ดูบอบบางกลับไม่ร่วงหล่น


อากาศที่คาวาซุดูจะอุ่นกว่าที่โตเกียว แต่ลมก็พัดแรงจนกิ่งซากุระปลิวไหว น่าแปลกใจว่าดอกซากุระกลับแข็งแรงและสู้กับสายลมได้อย่างเข้มแข็ง ฉันมองเหล่าดอกไม้ที่โดนลมต้องอย่างรู้สึกอัศจรรย์ หลังจากที่เดินตามแนวซากุระจากหน้าสถานีตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำคาวาซุซึ่งถือเป็นจุดหนึ่งที่เหมาะแก่การถ่ายภาพ เพราะจากบนสะพานจะสามารถถ่ายภาพทิวต้นซากุระที่ขนาบไปกับแม่น้ำได้ แม้ว่าบริเวณนี้เราอาจต้องข้ามถนนไปมาแต่ก็ปลอดภัยมาก เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นจะคอยอำนวยความสะดวกและกั้นรถให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้นเพียงแค่ปฏิบัติตามสัญญาณข้าม หรือ หยุดรอของเจ้าหน้าที่ก็พอค่ะ :)


ฉันเลือกที่จะเดินไปทางด้านที่นำสู่ทะเลก่อน แถบด้านนี้ผู้คนจะไม่หนาแน่นมาก และมีม้านั่งให้เรานั่งชมต้นซากุระอยู่หลายจุด บริเวณทางเดินชมซากุระจะยกสูงกว่าถนนที่ขนาบกัน ด้านล่างที่เป็นถนนจะมีร้านรวงมากมายส่วนมากจะขายของทานเล่นค่ะ

 

 


เดินชมซากุระไปเรื่อยๆเพลินๆไม่นานก็จะเห็นทะเล เราสามารถข้ามถนนเพื่อไปเดินชมริมทะเลได้(มีอุโมงค์ลอดใต้ถนนเพื่อข้ามไปยังฝั่งทะเลด้วยนะคะ) ลมที่ริมทะเลแรงมาก พัดแรงจนฉันคิดว่าการยืนริมทะเลนั้นไม่ปลอดภัยเพราะอาจโดนลมพัดตกไปได้ ดังนั้นหากใครข้ามไปดูขอให้ระมัดระวังด้วยนะคะ

 

 


ฉันเดินย้อนกลับไปทางเดิมโดยเลือกเดินที่ถนนด้านล่างเพื่อชมร้านรวงต่างๆ ตรงนี้มีทั้งอาหารง่ายๆ และขนมญี่ปุ่น รวมถึงคาเฟ่น่ารักๆ แม้จะเป็นวันธรรมดา แต่ร้านค้าก็เปิดมากมายและคึกคัก แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนที่ฉันมาอย่างชัดเจน ฉันพยายามมองหาร้านทาโกะยากิเจ้าหนึ่งที่ซื้อเมื่อปีก่อน คนขายพูดภาษาไทยง่ายๆกับฉันได้ด้วยซึ่งทำให้ฉันแปลกใจไม่น้อย แม้จะเจอร้านทาโกะยากิแต่ฉันกลับคิดว่าไม่ใช่ร้านเดียวกัน ฉันจึงเดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อจะข้ามไปอีกฟากของถนน สู้ด้านที่ตรงไปสู่ Mine Onsen

 

 

 


ผู้คนมากมายใต้ฟ้าสีชมพู..

ฟากด้านนี้ผู้คนดูแน่นขนัดกว่า อาจเพราะเมื่อเดินมาเรื่อยๆต้นซากุระจะเริ่มดูต้นใหญ่ขึ้นและดอกก็จับเป็นช่อใหญ่ กลายเป็นว่าเรากำลังเดินใต้อุโมงค์ดอกไม้กลายๆซึ่งอาจเป็นที่ประทับใจของหลายๆคน ซากุระฝั่งนี้ดูใหญ่กว่า จนฉันอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่าหรือผู้คนที่นี่จะเริ่มปลูกซากุระจากแถบออนเซนก่อนแล้วค่อยไล่ไปจนถึงทะเลกันนะ ขนาดเลขประจำตัวของแต่ละต้น ยังเริ่มนับจากฝั่งออนเซนมาเลย :)

 

 

 


ร้านค้าไม่ได้บางตาลงเลยและมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเกาลัด ผลไม้ ของคาว ของดอง ปลาแห้ง ต้นไม้ ของประดิษฐ์ หลากหลายประเภทของสินค้าวางเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉันไม่รู้สึกว่าใครแตกแถว ไม่รู้สึกว่าใครแปลกประหลาดหรือไม่เข้าพวก ทุกสิ่งแสดงออกถึงความเป็นคาวาซุให้ฉันสัมผัสได้โดยไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจ หรือพูดในภาษาเดียวกัน

 

 


จุดเด่นอีกอย่างของฟากนี้คือบริเวณสะพานรถไฟ..  ตอนที่ฉันเดินผ่านฉันเห็นผู้คนมากมายเล็งกล้องในจุดเดียวกัน ทุกคนอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่เหมือนเฝ้ารออะไรบางอย่าง พอฉันมองตามสายตาไป ภาพภูเขาฟูจิกับรถไฟชินคันเซนปรากฎวาบขึ้นในสมองฉันทันที ทุกคนคงกำลังเฝ้ารอให้รถไฟวิ่งผ่าน ซากุระกับขบวนรถไฟ.. เป็นไอเดียที่ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ

(เมื่อฉันเดินผ่านไปอีกด้านของสะพานทางรถไฟ ก็ได้ยินเสียงรถไฟกำลังมา เลยได้เก็บเป็นวิดีโอด้วยค่ะ อาจจะไม่สวยเท่าอีกมุม แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศของการชมซากุระที่นี่นะคะ)

แม้การแช่เท้าในออนเซนจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่สายน้ำที่ไหลผ่านตรงกลางกลับดึงดูดฉันได้มากกว่า ฉันรู้สึกเย็นใจ..เพียงแค่มอง.. นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นบางคนเลือกที่จะนั่งชมทิวทัศน์ของแม่น้ำคาวาซุ บ้างนั่งรับประทานอาหาร ความใสของน้ำดึงดูดให้ฉันลงไปนั่งบ้าง ทอดสายตามองไปตามแม่น้ำ รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง อีกที่หนึ่งที่ไม่ได้มีผู้คนมากมายที่เดินชมซากุระอยู่ด้านหลัง :)

 

 

 

 Kaijiya no Sakura คือ ความสง่างามที่บ่มเพาะจากกาลเวลา..

แม้เหล่ารุ่นพี่ซากุระจะดูออกดอกมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่เท่ากับต้นซากุระเก่าแก่ของแถบนี้ หากดูในแผนที่จะมีอยู่หลายต้น และมีหนึ่งต้นที่เป็นต้นแรกที่ถูกนำมาปลูกที่เมืองนี้ค่ะ ต้นที่ฉันได้ไปดูโดยบังเอิญเพราะเดินไปแถบ Tourist Information แล้วเห็นจากแผนที่ที่เขาวางแจกไว้ว่าอยู่ข้างหลังนี่เอง คือ Kaijiya no Sakura ค่ะ ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากคำว่าเก่าแก่ แต่ทันทีที่ฉันได้เห็นต้นซากุระต้นนี้ฉันแทบลืมหายใจ :)  ซากุระต้นนี้ดูสงบนิ่งราวกับผู้ใหญ่ผ่านวันเวลามามากมาย ดอกจับช่อและบานสะพรั่ง กิ่งก้านแผ่ขยายจนเหมือนซากุระต้นนี้โน้มตัวลงมาทักทายผู้คนที่เดินผ่านไม่ต้องคิดอะไรให้มาก.. ไม่ต้องมองหามุมที่สวย ณ ที่นี้ จุดนี้ ฉันขอแนะนำอย่างมากว่าให้ยิงชัตเตอร์รัวๆ กดเข้าไปอย่าได้ถอย มีกี่กล้องใช้ให้หมด จนกว่าความสุขของคุณจะแตะระดับสูงสุดไปเลย ;)

 

 

 

 

 

 

 


แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ฉันไม่ได้เดินไปจนสุดทาง แต่ฉันก็เดินทางจากลาจาก Kawazu ด้วยความอิ่มเอม ถ้าถามว่าซากุระที่คาวาซุเป็นซากุระที่สวยที่สุดไหม ฉันคงตอบไม่ได้เพราะยังไม่เคยได้มีโอกาสไปดูที่อื่น แต่ฉันเชื่อว่าซากุระทุกที่ย่อมมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ;) เมือง Kawazu ก็เช่นกัน ซากุระที่คาวาซุไม่เย่อหยิ่ง ไม่สง่างาม แต่น่ารักและเป็นกันเอง สดใส เยาว์วัยแต่เข้มแข็ง ฉันจึงรับ Kawazu Sakura มาไว้ในใจได้อย่างไร้ความอึดอัด และหวังว่าซากุระที่นี่จะทำให้ทุกคนประทับใจได้อย่างที่ฉันเป็น..

ป.ล. แล้วซากุระที่รักของคุณล่ะคะ เป็นอย่างไร? :)

รัก คาวาซุ

Penguin Traveler

 

Advertisements