HOKKAIDO IN SUMMER: LAVENDER IN FURANO (AND BIEI)

ฟุราโนะ คือ “The sound of music เวอชั่นญี่ปุ่น” ของฉัน..

เมือง Furano เมืองที่มีชื่อเล่นตลกๆอย่าง “เมืองสะดือ (The navel town)” ตั้งอยู่บนเกาะ  Hokkaido 1ใน 4 เกาะหลักของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ.. ฉันว่ามันเป็นเรื่องน่ารักที่จริงๆแล้ว Furano มาจากคำว่า Furanui ในภาษาของชาวพื้นเมืองโบราณเผ่าอินุที่แปลได้ว่า “ไฟที่มีกลิ่นหอม” เหมือนชาวอินุจะรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร เพราะถ้าลองมองในตอนนี้ล่ะก็ Furano ก็คือเมืองที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นจากดอกไม้นานาพันธุ์ที่บานอวดโฉมเต็มทุ่งในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเอกของเรา.. ดอกลาเวนเดอร์

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ถือเป็นภารกิจหลักในการบุกฮอกไกโดของฉันเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ฉันเพียรค้นข้อมูลก็พบว่า Farm Tomita ซึ่งมีประวัติยาวนานนับร้อยปีเป็นฟาร์มที่สะดวกต่อการเดินทางมากที่สุดค่ะ ถึงแม้ว่าฟาร์มที่ปลูกดอกลาเวนเดอร์และดอกไม้ต่างๆจะกินพื้นที่ทั้งเมือง Furano และ Biei แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินทางด้วยรถไฟ หรือรถประจำทางเพื่อเข้าชม การเช่ารถจึงเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับการเที่ยวชมฟาร์มดอกไม้เหล่านี้นะคะ พอรู้อย่างนั้นในตอนแรกฉันก็ตัดใจอย่างง่ายๆตามประสาคนไม่มีความสามารถในการขับรถ ถ้าไม่ได้โชคดีไปเจอโปรแกรมของรถ Twinkle bus เสียก่อน..

เดิมทีเส้นทางยอดฮิตคือการไปแวะเที่ยวที่ Farm Tomita  ด้วย Norokko Train ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมือง Biei เพื่อขึ้น Twinkle bus ชมบริเวณเมือง Biei จากนั้นรถบัสจะวนกลับมาส่งที่สถานีเดิมค่ะ แต่ปีที่แล้วได้มีการปรับโปรแกรม Twinkle bus ที่ออกจากสถานีรถไฟ  Furano ทำให้ได้ชมฟาร์มดอกไม้เพิ่มอีก 3 แห่ง รวมถึง Blue Pond สระน้ำสีฟ้าด้วยค่ะ

โปรแกรม Twinkle Bus Biei Lavender Course 2014

 


เตรียมตัวก่อนเที่ยว
การเดินทางครั้งนี้ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักค่ะ คือ
1. ตั๋วรถไฟไป-กลับ Sapporo-Furano
2. ตั๋วสำหรับ Twinkle Bus ซึ่งเป็นทัวร์แบบ half-day tour จะพาเราเที่ยวชมฟาร์มอื่นๆนอกเหนือจาก Farm Tomita ในแถบเมือง Furano และ Biei ค่ะ 

Twinkle Bus
สำหรับคนที่มาตั้งหลักกันที่ Sapporo ทันทีที่มาถึงแนะนำให้จองตั๋ว Twinkle bus เลยนะคะ เพราะโปรแกรมนี้ถือเป็นโปรแกรมยอดฮิต ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆแต่คนญี่ปุ่นเองก็ไปเช่นกัน(เกือบทั้งคันรถ) นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่รถจะเต็มในวันที่คุณจะเดินทางค่ะ ผู้ที่สามารถใช้บริการ Twinkle bus ได้ต้องมีตั๋วรถไฟของ JR เท่านั้นค่ะ(เช่น Hokkaido Rail Pass หรือ ตั๋วรถไฟไป Furano) โดยสามารถออกตั๋วรถไฟที่จะเดินทางไป Furano และตั๋ว  Twinkle bus พร้อมกันได้ที่สถานีรถไฟ JR  Hokkaido ตรง JR Ticket Counter  หรือ Twinkle Plaza Counters (เป็นห้องกระจกอยู่บริเวณด้านหน้าสถานี) ราคาตั๋ว 1000  เยนค่ะ 

Tips: ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อแนะนำว่า Twinkle Bus  Biei Lavender Corse ต้องซื้อก่อนเดินทางล่วงหน้า 3 วัน แต่ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ก็สามารถซื้อในวันเดินทางได้นะคะ แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่ารถอาจจะเต็มได้ ดังนั้นจองก่อนล่วงหน้าจะปลอดภัยต่อทริปของเรามากกว่า เพราะจากประสบการณ์แม้เราจะไปจองล่วงหน้าก่อน 3 วันก็ยังเต็มค่ะ(โชคดีที่วันถัดไปว่างเลยได้ไป)

ตั๋วรถไฟ
สำหรับคนที่จะเดินทางไกลๆเช่น ไปเมือง  Hakodate  แนะนำให้ซื้อ Hokkaido Rail Pass
เชคราคาได้ที่นี่เลยค่ะ-> http://goo.gl/K0BHga

สำหรับใครที่จะเดินทางแค่ใกล้ๆ เช่น Otaru และไปดูลาเวนเดอร์ แนะนำให้ซื้อตั๋วแยกนะคะ คือ ตั๋ว “Furano Biei Round Tour Ticket” ซึ่งเป็นตั๋วสำหรับเดินทางไปยัง Furano จาก Sapporo เป็นตั๋วที่ใช้เดินทางได้ในระยะเวลา 4 วัน  ราคา 5,500 เยนค่ะ โดย
1. สามารถเดินทางจาก Sapporo ไปยัง Free area ได้ 1 ครั้ง
2. จาก Free  area กลับมา Sapporo  ได้ 1 ครั้ง
3. เดินทางในโซน Free area ได้ไม่จำกัดภายในระยะเวลา 4 วัน (ซึ่งสามารถใช้ได้กับ Norokko train)

Tips: ตั๋วชนิดนี้สามารถเลือกเดินทางมาจากสนามบิน New-Chitose ไปยัง Furano เลยได้ด้วยนะคะ โดยราคาจะอยู่ที่ 7,610 เยน ค่ะ

***เนื่องจากโบชัวร์ Twinkle Bus ปี 2015 ยังไม่ออก แต่ถ้าต้องการเชคข้อมูลตั๋วรถไฟและโปรแกรมทัวร์ต่างๆสามารถอ้างอิงได้จากโบชัวร์ของปีที่แล้วนะคะ -> http://goo.gl/02VOpS

พื้นที่ที่สามารถใช้ Furano Biei Round Tour Ticket ได้

 

เส้นทางการเดินทางที่ฉันใช้ เริ่มออกเดินทางจากเมือง Sapporo และไปเที่ยว Tomita Farm ก่อนในช่วงเช้า หลังจากนั้นเดินทางกลับมาที่สถานี Furano เพื่อขึ้น Twinkle Bus ไปเที่ยวสถานที่อื่นๆใน Furano และ Biei ก่อนที่รถจะไปส่งที่สถานี Asahikawa เพื่อเดินทางกลับเมือง Sapporo ค่ะ

เมื่อทุกอย่างพร้อม เราก็ออกเดินทางกันได้เลยค่ะ!

<><><><>

 

07.55 น.  คือ เวลารอบรถไฟที่ฉันเลือกในการเดินทาง ในช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเช่นนี้จะมีรถไฟขบวนพิเศษชื่อ Furano Lavender Express ที่เป็นรถไฟด่วนวิ่งตรงจากสถานี Sapporo ไปยังสถานี Furano โดยไม่จอดแวะที่ไหน ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 2  ชั่วโมงเท่านั้น ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำค่ะว่านี่เป็นการเดินทางที่ “สบาย”

ตารางรถไฟ Furano Lavender Express

 

ตั๋วรถไฟแบบไปกลับฟุราโนะที่ฉันซื้อมามีข้อจำกัดตรงที่เป็นตั๋วแบบ non-reserved seat แต่ถึงจะเลือกให้จองที่นั่งได้ฉันก็ไม่แน่ใจจริงๆค่ะว่าจะมีเหลือให้จอง โชคดีเป็นของฉันที่มาเร็ว และโชคดีที่เหลือบไปเห็นป้ายอธิบายเรื่องตู้รถไฟของขบวน Furano Lavender Express ป้ายจะบอกชัดเจนค่ะว่าตู้ใดบ้างที่เป็นแบบไม่จองที่นั่ง สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการมองหาตำแหน่งที่ตู้รถไฟจะจอดเพื่อเข้าแถวรอ ต้องบอกว่าสังเกตเห็นง่ายมากเพราะป้ายจะม่วงพร้อยไปด้วยลายดอกลาเวนเดอร์.. เพียงแค่เราต้องเงยหน้าขึ้นมองสักนิดเพราะป้ายถูกแขวนห้อยอยู่ด้านบน ฉันจึงต่อแถวรอขึ้นรถไฟเป็นคนแรกด้วยความมั่นใจ(แน่ล่ะ ยังไม่มีใครมา) และเป็นอย่างที่ฉันคาด.. เราได้นั่งอย่างสบายใจไปจนถึงสถานีฟุราโนะบนขบวนรถไฟที่ต้องบอกว่าแน่นเสียจนพนักงานตรวจตั๋วไม่สามารถจะแทรกตัวเดินผ่านไปได้

ป้ายรถไฟช่วยชีวิต :) อย่าลืมมองหาให้เจอนะคะ (เพราะมีคนงงเยอะมาก)

ป้ายบอกตำแหน่งตู้ม่วงพร้อย


สถานีฟุราโนะตอนเวลา 09.55 น. เป็นเวลาที่รถไฟ Lavender Express มาถึง และเป็นเวลาที่รถไฟที่จะเดินทางไป Naka-Furano จะออกจากสถานี.. ฉันรีบกระโดดออกมาจากขบวนรถไฟและเอ่ยปากถามนายสถานีอย่างว่องไวว่า

“Naka-Furano?”

ฟังดูเหมือนไม่ใช่คำถามแต่เชื่อฉันเถอะค่ะว่ามันได้ผลทุกครั้ง นายสถานีชี้ไปที่ขบวนรถอีกฝั่งอย่างว่องไว เราเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดให้มากความ(เพราะไม่อย่างนั้นเราจะเริ่มไม่เข้าใจกันทันที ^^’ ) น่าจะเป็นเรื่องปกติของช่วงเวลานี้ เพราะรถไฟที่จะเดินทางไป Naka-Furano ยังจอดรอผู้คนที่มาจากขบวนเดียวกับฉันให้ขึ้นมา สาเหตุที่ฉันต้องขึ้นรถไฟธรรมดาไปลงที่สถานี Naka-Furano แทนที่จะนั่งเจ้ารถไฟหน้าตาน่ารัก Norokko Train ไปลงที่สถานีที่ใกล้ Farm Tomita ที่สุดอย่าง Lavender Farm Station ก็เพราะรถไฟNorokkoจะออกจากสถานีฟุราโนะรอบแรกที่ 11.52 น.  ซึ่งในช่วงบ่ายฉันมีนัดท่องเที่ยวแล้วกับเจ้า Twinkle bus ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเลือกนั่งรถไฟไปลงในสถานีที่ใกล้ที่สุดอย่าง Naka-Furano แล้วนั่งแทกซี่ต่อไปแทนค่ะ

เจ้ารถไฟNorokkoผู้น่ารัก ที่ฉันอดขึ้นในช่วงเช้า credit: website japan-guide.com http://goo.gl/ISX5wv


ระหว่างนั่งรถไฟธรรมดา(ที่ช้าแสนช้า)มีคุณยายคนญี่ปุ่นพยายามคุยกับฉัน คุณยายคุยกับฉันเยอะมากค่ะ..ด้วย..ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ฉันซึ่งแน่นอนว่าฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียวได้แต่ทำหน้าเหวอใส่คุณยายผู้ซึ่งไม่ละความพยายาม(จริงๆ) คุณยายพยายามพ่นคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นออกมาทีละคำ ฉันก็ได้แต่หน้างงใส่ต่อไปเรื่อยๆ พยายามจะส่ายหน้าบอกคุณยายว่าฉันไม่เข้าใจ(ซึ่งดูเหมือนคุณยายจะไม่แคร์)

“แบงกอกกุ?”

จบคำนี้ของคุณยายฉันแทบอยากจะกำหมัดกระโดดตัวลอย รีบยิ้มตอบคุณยายในทันที

“Yes, from Bangkok”

หลังจากนั้นคุณยายก็ดูจะพอใจและหมดประเด็นกับฉัน แต่ฉันก็ยังประทับใจในความพยายามของคุณยาย และยังจำเหตุการณ์นั้นได้แม้จะผ่านมานานหลายเดือนแล้วก็ตามที

<><><><>

 

แทบทุกคนลงที่Naka-Furano.. 

เพราะฉะนั้นฉันคงไม่ต้องอธิบายมากว่าสถานีเล็กๆแห่งนี้จะแน่นขนัดขนาดไหน สถานีนี้มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการตอบคำถามนักท่องเที่ยวด้วยนะคะ เจ้าหน้าที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีค่ะ แต่แทบทุกคนก็ถามกันหมด ฉันเลยออกมายืนมองหารถแทกซี่ที่ป้ายรอแทกซี่ด้านหน้าสถานี แม้อากาศจะไม่ร้อน แต่แดดก็ร้อนมากกกกไม่แพ้ที่ไทย(ดีไม่ดีฉันว่าแดดที่ฟุราโนะแรงกว่าด้วยค่ะ) รอไปพักใหญ่(มาก) ก็ยังไม่มีรถแทกซี่ นักท่องเที่ยวส่วนมากเลือกที่จะเดินต่อไปยังสวน Choei Lavender Farm ซึ่งอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้นในระยะเดินถึง เมื่อผู้คนเริ่มเบาบางลงฉันจึงเดินกลับไปหาเจ้าหน้าที่ในสถานีเพื่อสอบถามเรื่องแทกซี่ เจ้าหน้าที่ให้เบอร์โทรศัพท์ศูนย์แทกซี่กับฉัน แล้วชี้จุดตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าสถานีให้ฉันดู ฉันต่อโทรศัพท์หาแทกซี่อย่างปลงๆ หวั่นใจกับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้น และเมื่ออีกฝั่งรับโทรศัพท์ ฉันจึงรีบกราดยิงด้วยภาษาอังกฤษไก่กากะโหลกกะลาทันที! (ฉันถือคติออกตัวก่อนได้เปรียบ)

โชคดีที่พนักงานดูจะเข้าใจ สิ่งเดียวที่เธอดูสับสนคือชื่อของฉัน ฉันจึงสะกดให้เธอเพื่อความมั่นใจ

“My name is Por (นามสมมติ). Por, P-O-R”

พนักงานทวนชื่อฉันอย่างถูกต้อง(พร้อมสะกด) ดังนั้นเมื่อแทกซี่ขับมารับฉัน คนขับรถจึงเรียกฉันด้วยความมั่นใจและถูกต้องว่า..

“P! O! R!, P! O! R! (พี!-โอ!-อาร์!, พี!-โอ!-อาร์!)” 

“……………” 

ต้องบอกว่าฉันถึงขั้นไม่เข้าใจเลยทีเดียวว่าเขาเรียกหาใคร..

<><><><>

 

และแล้วก็ได้เวลาของ The sound of music…

ฉันเดินทางมาถึง Farm Tomita พร้อมกับครอบครัวชาวญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่งที่ขอโดยสารมากับฉันด้วย(แต่คุณลุงเป็นคนจ่ายค่าโดยสารให้กับฉันนะคะ) ฉันจำค่าโดยสารแน่ๆไม่ได้แต่ไม่เกิน 1000 เยนค่ะ  Farm Tomita จะแบ่งเป็น 2 ฟากหลักๆ ฟากนึงของถนนจะเป็นเนินเขาที่ค่อนข้างชัน ฝั่งด้านนี้จะไม่ใหญ่แต่มีสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของฟาร์ม นั่นก็คือ Irodori Field หรือว่า Rainbow Field ที่ทางฟาร์มจะทำการปลูกดอกไม้สลับสีคล้ายสายรุ้งซึ่งมุมนี้ถือเป็นมุมที่แน่นหนาไปด้วยเหล่าตากล้องทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น(และเหล่านางแบบ นายแบบ)

ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง สัญลักษณ์คู่ฟาร์มโทมิตะ

ส่วนหนึ่งของ Irodori Field ถึงไม่ใช่ไม้ดอกก็เป็นสายรุ้งได้นะ

แผนที่ Farm Tomita credit: Farm Tomita’s website http://goo.gl/51VaJG


สูงขึ้นไปจะมีอาคารไม้คล้ายจุดชมวิวชื่อ Forest House ซึ่งวิวข้างบนสวยเลยค่ะ เห็นเทือกเขาTokachiชัดเจน ด้านล่างของอาคารจะมีซอฟครีมลาเวนเดอร์ขาย รสชาติไม่ได้เรียกว่าอร่อยแต่ก็แนะนำให้ลอง(?) อีกอย่างที่ฉันว่าอร่อยและควรลองก็คือน้ำลาเวนเดอร์ค่ะ จะเป็นซ่าๆคล้ายอิตาเลียนโซดาบรรจุในขวดแก้วที่หน้าตาดูเปิดยากและก็เปิดยากจริง(ให้คนขายเปิดให้เลยง่ายกว่าค่ะ) รสชาติดี สดชื่นและคลายร้อนจนแทบอยากจะซื้อกลับบ้านซักครึ่งโหล

วิวจากบน Forest House

ซอฟครีมลาเวนเดอร์ของดีเมืองฟุราโนะ

ทานซอฟครีมพร้อมชมวิวสวยๆ

Forest Field


เมื่อชมวิวทางด้านนี้จนพอใจก็ต้องเดินข้ามถนนไปอีกฟากซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็จะเดินผ่าน Poppy House ที่เป็นร้านขายของที่ระลึกรวมถึงมีดอกลาเวนเดอร์วางขายด้วยนะคะ ภายในร้านก็มีหลายอย่าง ทั้งสบู่ โปสการ์ด พวงกุญแจ ล้วนเป็นเกี่ยวกับลาเวนเดอร์ทั้งหมดค่ะ

ดอกลาเวนเดอร์ที่วางขายที่Poppy House


อีกฟากซึ่งถือว่าเป็นด้านหลักของ Farm Tomita จะมีแปลงดอกไม้อยู่มากมายหลายหลาก ความพิเศษของแปลงดอกไม้เหล่านี้คือจะมีช่วงเวลาบานหรือสวยที่สุดไม่พร้อมกัน จึงสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดฤดูร้อน แต่จุดที่ฉันแนะนำเป็นพิเศษก็คือ Sakiwai Field ที่เป็นแปลงดอกลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีฉากหลังเป็นเทือกเขา Tokachi และเป็นที่มาของฉายาที่ฉันตั้งให้กับเมือง Furano “The sound of music เวอชั่นญี่ปุ่น” ;)

วิวทิวทัศน์ของ The Sound of Music of Japan

Farm Tomita

Autumn Field & Spring Field

ดอกไม้อื่นๆใน Farm Tomita


หลังวิ่งเล่นเต้นรำท่ามกลางดอกไม้จนหมดพลังแล้ว อาหารกลางวันแบบง่ายๆจึงเป็นเป้าหมายต่อไปที่ต้องจัดการ ที่ Farm Tomita มีร้านอาหารไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ แม้จะไม่ใช่มื้ออาหารที่หรูหราแต่ขอบอกว่าวิวชั้น 2 จาก Potpourri House ที่มี light meals ให้บริการ ชวนให้อยากค่อยๆละเมียดทานไปเรื่อยๆมากๆค่ะ

เมนู light meals ของ Farm Tomita

แกงกะหรี่น่าทาน แนะนำให้ลองค่ะ :)

<><><><>

 

Norokko Train เป็นรถไฟหวานเย็น..

13.04 น. คือ เวลาที่Norokko Train จะมาจอดที่สถานี Lavender Farm ตั้งอยู่ด้านหลังของ Farm Tomita (สถานีนี้จะเปิดเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น) ฉันเผื่อเวลาก่อนรถไฟจะมา 15 นาที เดินออกมาตามป้ายบอกทางไปยังสถานี ถึงจะบอกว่าเป็นด้านหลังของฟาร์มแต่ระยะทางก็ไม่ได้ใกล้มากนัก การเผื่อเวลาจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะมาทันรถไฟแน่นอนแล้ว วิวทุ่งนาสีเขียวที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขา Tokachi ยังคุ้มค่าแก่การมายืนมองและสูดเอาความสดชื่นให้เต็มปอด :) (แม้แดดอาจจะร้อนไปซักหน่อยก็ตามที)

วิวทุ่งนาสีเขียวที่สถานี Lavender Farm


เมื่อเดินทางมาถึงสถานี Furano ก็เหลือเวลาเพียงไม่มากนักก่อนที่รถบัสจะออกเดินทาง พอออกมาจากสถานีเราจะเห็นรถบัสจอดอยู่พร้อมมีคนเข้าแถวรอพอสมควร รถแต่ละคันก็จะมีเจ้าหน้าที่ยืนรอเชคชื่อผู้ที่จองโปรแกรมมา สำหรับโปรแกรมที่ฉันเลือกมีชื่อว่า “Twinkle bus Biei Lavender course” ที่จะออกเดินทางจากสถานี Furano เวลา 14.15 น. เดินทางต่อไปยัง Farm ดอกไม้ 3 แห่ง, Blue Pond และพาแวะซื้อของฝากก่อนจะพาไปส่งยังสถานี Asahikawa 

Farm Tomita Lavender East เป็นจุดแรกที่รถบัสพาเราไปค่ะ โดยมีเวลาให้เดินเที่ยวประมาณ 35 นาที ซึ่งต้องบอกว่าเพียงพอ เพราะฟาร์มแห่งนี้มีจุดท่องเที่ยวไม่มากค่ะ โดยสามารถขึ้นไปชมวิวบน Observation deck ได้ จุดเด่นอีกอย่างของฟาร์มก็คือ Lavender bus ที่จะขับพาชมฟาร์มใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับว่าเวลาที่เราไปจะพอเหมาะได้ขึ้นหรือไม่ด้วยค่ะ แต่แค่ทุ่ง Lavender สุดลูกหูลูกตาก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มานะคะ

Farm Tomita Lavender East

เห็นแต่สีม่วงไกลสุดลูกหูลูกตา

Farm Tomita Lavender East

ดอกลาเวนเดอร์ที่นี่ดูต้นใหญ่จัง >w<

<><><><>

หลังจากนั่งฟังคุณไกด์สาวบรรยายด้วยท่วงทำนองการ์ตูนญี่ปุ่น(แบบsoundtrackที่ฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว –‘)เพลินๆ ไม่นานก็ถึงจุดถัดมา “Farm Kanno” ฟาร์มคันโนะไม่ใช่ฟาร์มใหญ่ค่ะ แต่มีลักษณะชวนให้ท้อแท้นั่นคือเป็นเนินเขาชันมากกก ต้องเดินลงจากจุดจอดรถบัสและเดินขึ้นไปชมวิว เดินกลับลงมาและเดินขึ้นไปจุดจอดรถบัสอีกที.. เพราะสภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้..ทำให้ฉันจินตนาการไปว่าถ้าได้ถ่ายภาพจากมุมสูงสุดคงจะสวยมาก ด้วยเวลาปล่อยเที่ยวที่จำกัดเพียง 25 นาที ฉันจึงแปลงร่างเป็นนางเอกหนังอินเดียแล้ววิ่งขึ้นเนินด้วยความเร็วแสง(?) แล้วก็พบว่ามุมนี้ไม่ได้สวยอย่างที่หวังเลยค่ะ แต่ตรงบริเวณกระต๊อบด้านบนจะมีวิวภูเขาด้านหลังให้ดู อาจไม่สวยมากแต่เหมาะสำหรับคนที่อยากออกกำลังกายท่ามกลางแดดจ้ากลางฤดูร้อนของญี่ปุ่นค่ะ ;)

Farm Kanno

เนินสังหาร Farm Kanno

ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน

Lavender ก็มีนะ

 

<><><><>

Blue Pond เป็นสถานที่ถัดไป ระยะทางจาก Farm Kanno ไป Blue Pond ค่อนข้างไกล แต่ข้างทางก็สวยมากจนต้องกำกล้องแน่นๆไว้รอจังหวะถ่ายรูปตลอด(แต่ถ่ายไม่ทันซักที) หลังจากที่บัสจอดจะต้องเดินเข้าไปอีกระยะหนึ่งเพื่อที่จะชม Blue Pond สระน้ำสีฟ้าแห่งนี้ถูกขุดขึ้นเพื่อใช้ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับเมืองBiei หากภูเขาTokashidakeเกิดการปะทุ ซึ่งแร่ธาตุที่อยู่ในดินบริเวณนั้นเกิดทำปฏิกริยากับน้ำจนกลายเป็นสีฟ้าอย่างที่เห็น ด้วยสถานที่ที่ไม่ใหญ่มากทำให้ปริมาณคนจาก 2 คันรถบัสก็ทำให้บริเวณนี้แน่นขนัดได้ค่ะ ข้อแนะนำของฉันก็คือ เมื่อถึง Blue Pond ให้เดินเข้าไปลึกๆก่อน ไม่ต้องรีบถ่ายภาพ เพราะจุดที่สวยๆจริงๆจะอยู่ด้านใน และจะสวยมากที่สุดเมื่อมีแดดค่ะ

Blue Pond

สระน้ำสีฟ้าใส ที่ใครๆก็อยากเห็น

<><><><>

ตอนที่บัสเดินทางมาถึง Hill of Zerubu ก็เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่าแดดร่มลมตก ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงสีส้ม สำหรับฉัน Hill of Zerubu ไม่ได้มีอะไรให้น่าประทับใจมากนัก ตรงจุดนี้จะมีเวลา 20 นาที ถ้าบริหารเวลาดีๆสามารถเดินขึ้นจากด้านหนึ่งวนรอบทุ่งดอกไม้ไปลงลานจอดรถจากอีกด้านหนึ่งได้ค่ะ

Hill of Zerubu

Hill of Zerubu

Hill of Zerubu

<><><><>

ที่สุดท้ายที่รถบัสจะพาเราไปก็คือ The Sun Kuroudo ซึ่งเป็นร้านขนมที่มีจุดเด่นในการใช้วัตถุดิบจากแถบ Asahikawa ให้มากที่สุด ขนมมีหลากหลายชนิดค่ะ แล้วก็มีให้ชิมด้วย จะได้ซื้อชิ้นที่เราชอบแล้วก็อร่อยถูกใจกลับไปเป็นของฝากได้ค่ะ หลังจากนั้นรถบัสจะพาเรากลับไปส่งที่สถานี Asahikawa ค่ะ สำหรับคนที่จะเดินทางกลับไป Sapporo อาจจะรู้สึกว่าเวลาที่รถไฟออกนั้นฉิวเฉียดมาก แต่จริงๆแล้วก็ทันเวลาแบบไม่ได้รีบร้อนมากจนเกินไปค่ะ จากจุดลงรถจะต้องเดินไปพอสมควรดังนั้นอย่าลืมเชคเวลาให้ดีนะคะ ;)

The Sun Kuroudo ในร้านห้ามถ่ายภาพเลยมีแต่รูปนอกร้าน

<><><><>

ป.ล. ..

ถึงแม้ว่าทริปนี้จะเป็นการเดินทางโดยไม่ใช้รถส่วนแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เหนื่อยนะคะ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ เนื่องจากสภาพพื้นที่ค่อนข้างเป็นเนินเยอะค่ะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อีกทั้งยังต้องคอยขึ้น-ลงรถบัสด้วย แต่ก็นับว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างสะดวก หากสามารถจะจัดเวลาค้างคืนที่ Furano หรือ Asahikawa ได้ 1 คืนก็อาจจะยิ่งเป็นการดีค่ะ เพราะนอกจากรถโดยสารทั่วไป บางจุดเช่นที่ Biei ก็มีจักรยานให้เช่าสำหรับหนุ่มสาววัยรุ่นผู้ทรงพลังในการพิชิตเนิน หรือจะขึ้น Twinkle bus โปรแกรมอื่นดูด้วยก็น่าสนุกไปอีกแบบนะคะ

ขอให้สนุกกับทริป Lavender in Furano ค่ะ ;)

 

Advertisements

2 thoughts on “HOKKAIDO IN SUMMER: LAVENDER IN FURANO (AND BIEI)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s